'หากสงครามครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแวมไพร์และไลแคนอีกต่อไป...' ภาพยนตร์ Underworld ที่ว่า
ด้วยสงครามระหว่างเหล่าแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่า ออกฉายภาคแรกในปี 2003 และได้รับความ
นิยมระดับหนึ่งจนกลายเป็นหนังชุด ที่มาถึงภาค 4 ในชื่อว่า Awakening โดยภาคนี้ออกจะแหวก
แนวจาก 3 ภาคก่อนเสียหน่อย นั่นคือการสู้รบนี้ไม่ใช่กระดานหมากรุกเพียงสองฝั่งอีกต่อไป เมื่อ
มนุษย์ที่ล่วงรู้ถึงการมีตัวตนของสองเผ่าพันธุ์เหนือธรรมชาติ และเปิดสงครามการกวาดล้างขึ้น
แม้แวมไพร์และไลแคนจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่แกร่งกว่า แต่ในจำนวนที่น้อยกว่าทำให้ต้องพ่ายแพ้ไป
ในที่สุด หากใครดูหนังมาตั้งแต่ภาคแรกก็คงไม่ลืมสาวเซรีน รับบทโดย Kate Beckinsale แน่ๆ
หนังภาคนี้กลับมาเล่าเรื่องผ่านตัวละครของเธออีกครั้ง หลังจากห่างหายไปในภาค Rise of the
Lycans เซรีนตื่นขึ้นมาจากการถูกจับกุมของมนุษย์ในโลก 12 ปีหลังจากการกวาดล้าง เธอพบว่า
แวมไพร์กับไลแคนใช้ชีวิตซ่อนตัวจากการถูกฆ่า เซรีนออกตามหาไมเคิล ลูกครึ่งพันธุ์ผสมคนรัก
ของเธอเพราะได้พรากจากกันในช่วงสงคราม แต่การเดินทางนี้ได้นำพาเธอไปสู่การต่อสู้ครั้งใหม่
รวมทั้งศัตรูที่เธอไม่เคยพบมาก่อน สำหรับแฟนหนังที่คาดหวังดูหนังแอ็คชั่นมันส์ๆท่าสวยๆจาก
สาวเซรีนล่ะก็ คงจะไม่ผิดหวัง เพราะหนังทำคิวบู้ออกมาได้ตื่นตาพอๆกับความงามของระบบ 3D
ที่เกื้อหนุนกันเป็นอย่างดี และนับว่าการปรับเนื้อหาของหนังภาคนี้ก็ทำให้น่าสนใจขึ้น ข้อดีคือการ
ไม่เล่าเรื่องด้วยเหตุการณ์จำเจแบบที่เกิดในภาค 3 แต่ข้อเสียคือสเน่ห์ความเป็น Underworld
ภาคก่อนๆหายไปบ้าง ที่หายจากภาคนี้มากที่สุดคงไม่พ้นอารมณ์โรแมนติก เพราะพ่อไมเคิลกลับ
ไม่มีบทบาทซะนี่ อีกทั้งหนังยังเล่าเป็นเส้นตรงดิ่ง ที่ถึงจะดูง่ายแต่ก็ตัดทิ้งซัพพลอตไปเยอะ เช่น
ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้นที่น่าจะเล่าได้เยอะพอๆกับ Daybreakers หรือ Ultraviolet ทั้ง
ในการเปลี่ยนแปลงของสังคมกับการปกครอง และชีวิตเอาตัวรอดของแวมไพร์ไม่ได้พูดถึงมากนัก
นอกจากนี้ระยะเหตุการณ์ในหนังผ่านไปเร็วมาก เร็วเสียจนปูภูมิหลังตัวละครใหม่ไม่ทัน ทำให้ด้าน
พัฒนาการของตัวละครดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลและเร่งเกินไป แต่ที่น่ายกย่องในด้านบทคือยังคง
เคารพเนื้อเรื่องที่ผ่านมา ทั้งการสรุปบทบาทของไมเคิล และประวัติของอเล็กซานเดอร์ คอวินัส
ทางด้านนักแสดงนั้น เคทก็ยังคงเป็นเซรีนที่โดดเด่นเหมือนเคย แต่กับทีมนักแสดงใหม่อย่าง
Stephen Rea, Michael Ealy, Theo James และ India Eisley เห็นจะไม่น่าจดจำนัก ส่วนใน
ด้านโปรดัคชั่น จุดบอดเห็นจะเป็นการใช้ซีจีกับไลแคนมากเกินไปจนหลอกตาในหลายๆฉาก
นอกจากนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากภาคแรกมากนัก แต่พอมองออกว่าพยายามจะเปลี่ยนโทนหนัง
อยู่บ้าง (เช่นการใส่สีอื่นนอกจากสีน้ำเงินเข้าไป) รวมถึงดนตรีและเพลงประกอบก็เข้ากับตัวหนัง
ได้ดีทีเดียว ส่วนตัวคิดว่า Underworld: Awakening เป็นภาคต่อที่ดูเพลินๆได้ไม่ยาก ถึงแม้
Len Wiseman จะไม่ได้กลับมากำกับเอง ตัวหนังก็คุมอารมณ์ออกมาได้ใกล้เคียงกันพอสมควร
รับรองว่าแฟนหนัง Underworld และคอหนังแอ็คชั่นไม่ผิดหวังแน่นอน
โดย KC |