รีวิว : Downsizing มนุษย์ย่อไซส์

งานจินตนาการถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เมื่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ ค้นพบวิธีที่จะย่อส่วนมนุษย์ลงให้เหลือส่วนสูงแค่เพียงห้านิ้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นทางออกให้กับปัญหาประชากรล้นโลก และพวกเขายังเสนอโครงการเปลี่ยนถ่ายทั่วโลกในระยะเวลา 200 ปี จากมนุษย์ตัวใหญ่ไปสู่มนุษย์ตัวย่อ

ในไม่ช้า ผู้คนเริ่มรู้สึกว่าเงินทองกำลังหลั่งไหลไปสู่โลกย่อส่วนมากแค่ไหน ด้วยคำสัญญาว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ผู้ชายธรรมดาๆ อย่าง พอล ซัฟราเน็ก (แม็ตต์ เดม่อน) และภรรยา ออเดรย์ (คริสเตน วิก) ตัดสินใจที่จะทิ้งชีวิตที่แสนตึงเครียดของพวกเขาในโอมาฮา เพื่อไปอยู่ในชุมชนย่อส่วนแห่งใหม่ ถือเป็นก้าวกระโดดที่จะถอยกลับไม่ได้ เป็นการเริ่มต้นการผจญภัยที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเมื่อพวกเขากลายเป็นคนย่อไซส์ลง

เรื่องราวของการย่อส่วนมนุษย์นั้นปรากฎให้เห็นมากมายหลายเรื่องในวงการฮอลลิวูด แต่ละเรื่องราวก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไปในทำนองเดียวกัน สำหรับเรื่องนี้มันแตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ เมื่อวิกฤติการณ์ของโลกที่ประชากรล้นหลามจนเกิดปัญหากลายเป็นเหตุให้ต้องเกิดการย่อส่วนประชากรเพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนโลกขึ้น มนุษย์ย่อส่วนที่กินน้อย ใช้น้อยลง จะสร้างมลพิษษให้โลกนี้น้อยลงอย่างมาก แต่เรื่องราวก็ไม่ได้จบแค่การย่อส่วนสำเร็จแล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ไปแล้วโลกกลับมาเป็นในแบบที่ควรเป็นแค่นั้น หนังเล่ารายละเอียดลงลึกไปถึงเรื่อง ค่าใช้จ่ายต่างๆ การกินการใช้ทรัพย์ยากรต่างๆ พื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ได้จบแค่ย่อส่วนไปแล้วก็มีชีวิตเป็นมหาเศรษฐืเพียงเท่านั้น

ใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าหนังจะเล่าช่วงเวลากว่าจะกลายเป็นมนุษย์ย่อส่วนไป การดำเนินเรื่องไม่ได้มีแค่การบอกข้อดีของการย่อส่วนลงไปแล้วใช้ทรัพยากรลดลงมากจนใช้ได้อย่างมหาศาล แต่ผ็กำกับก็ยังแฝงเรื่องราวทางสังคมลงไป การใช้ชีวิตหากมนุษย์ย่อส่วนต้องอยู่ร่วมกับมนุษย์ปกติ ภาษี สิทธิ์ในความเป็นมนุษย์ ปัญหาทางเศรษฐกิจ อาวุธ การก่อการร้าย ภัยพิบัติ ให้ผู้ชมได้ขบคิดกันระหว่างทางมากขึ้น ตัวหนังก็ไม่ได้เล่าอะไรที่มันเป็นวิทยาศาสตร์จ๋าไปในช่วงแรก และยังคงแทรกความฮาให้ผู้ชมอยู่เสมอ ฮาเด็กๆ ฮาผู้ใหญ่ๆ บ้าง ตลอดเรื่อง

เป็นเรื่องแปลกแจ่ดีที่เราจะไม่ต้องเป็นการผจญภัยของมนุษย์ย่อส่วนกับการวิ่งหนีสิ่งที่ดูใหญ่ยักษ์ไปอาทิ นก หนุ แมลง หรือน้ำไฟล ไฟไหม้ อะไรก็ตามแต่แบบหนังคนจิ๋วเรื่องอื่นๆ หนังไม่ต้องสร้างจุดไคลแม็กซ์มาสร้างความลุ้นระทึกให้ผู้ชมเลย ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้คงเป็นหนังที่ดูน่าผิดหวังสำหรับแฟนๆ ที่ติดตามผู้กำกับ อเล็กซานเดอร์ เพย์น จากแนวทางในการนำเสนอผลงานที่เปลี่ยนไป จากตัวละครผู้อ่อนแอที่จะตะเกียกตะกายขึ้นไปจนกลายเป็นผู้ชนะของหนังที่เขากำกับเรื่องก่อนๆ สำหรบในเรื่องนี้ พอล ซัฟราเน็ก ไม่ได้เป็น loser ถึงขนาดกับผลงานเรื่องเก่าๆ ของเขา แต่หนังของเขาก็ยังคงให้ข้อคิดแก่ผู้ชมอยู่เสมอ

คะแนนภาพรวม 3.5/5

เขียนโดย Watcharit Jira

  อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จัดทำขึ้นเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของวงการภาพยนตร์เท่านั้น คอหนังดอทคอม @ Email : webkornang@gmail.com