รีวิว : The Last Recipe สูตรลับเมนูยอดเชฟ

เมื่อกล่าวถึงหนังทำอาหารแล้วบางคนอาจจะรุ้สึกเบื่อขึ้นมา บางครั้งมันก็น่าเบื่อเพราะมันจะเน้นแต่การทำอาหาร ถ่ายทำวิธีการทำอาหาร คิดสูตรอาหารที่มีให้เห็นในยุคปัจจุบันจนชินตา แข่งประชันอาหารให้กรรมการตัดสิน แต่ทว่าหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอเรื่องราวที่แตกต่างออกไป มันก็เกี่ยวกับการทำอาหารแหละ แต่มันเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ใครก็ยากที่จะเลียนแบบ

The Last Recipe นิโนะมิยะ คาซึนาริ รับบทเชฟ ซาซากิ มิตสึรุ เชฟอัจฉริยะ ที่จดจำรสชาติอาหารและวัตถุดิบที่ทำได้ภายในการชิมเพียงครั้งเดียว ซาซากิ มีอาชีพเชฟอาหารเมนูสุดท้าย ให้คนที่กำลังจะตาย ด้วยโชคชะตา ซาซากิ ได้รับการว่าจ้างจากยอดเชฟ ให้ทำอาหารเมนูสุดท้าย ที่อยู่ในความทรงจำของยอดเชฟมาตลอด 70 ปี ซาซากิได้รับข้อเสนอเป็นค่าจ้างที่สูงถึง 50 ล้านเยน โดยมีเงื่อนไขว่า เขาจะต้องตามหาสูตรเมนูอาหารที่หายสาปสูญไปให้เจอ และปรุงรสชาติให้ได้เหมือนต้นฉบับ ซาซากิ จึงเริ่มออกเดินทางเพื่อตามหา รสชาติที่หายไป จนกลายเป็นการเดินทางที่เยียวยาหัวใจตัวเองโดยไม่รู้ตัว

มันไม่ใช่เพียงหนังทำอาหาร ไม่ได้โชว์เมนูอาหารมายั่วผู้ชมให้รู้สึกหิวเพียงอย่างเดียว แต่มันมีเรื่องราวซ้อนอยู๋ข้างในอีกหลายสไตล์ ทั้งดราม่าครอบครัว ประวัติศาสตร์ การสืบสวนสอบสวน มาปรุงรสออกมาเป็นหนังที่ประหลาดแต่อร่อยอย่างเหลือเชื่อ

เรื่องราวมีการแล่จัดวางการเสิร์ฟเป็นลำดับอย่างดี เปิดเรื่องอย่างชวนสงสัยกับชายหนุ่ม มิตสึรุ เชฟอัจฉริยะผู้มีลิ้นที่เมื่อเคยได้ลิ้มรสอะไรแล้วแค่เพียงครั้งเดียวจะสามารถจดจำรสชาตินั้นได้อย่างแม่นยำ มาพร้อมกับปมปัญหาในชีวิตกับการเติบโตมากับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หนีออกมาใช้ชีวิตเป็นเชฟที่ครูใหญ่ห้าม เปิดร้านอาหารของตัวเอง แต่อะไรๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจเพราะตัวเองเป็นคนที่สมบูรณ์แบบจนมีปัญหาในการทำงานกับคนอื่น จนธุรกิจเจ๊ง ขาดทุน และเป็นหนี้นับสิบล้านเยน จนต้องทำงานอะไรก็ตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจำนวนมากจนกลายเป็นเชฟมื้อสุดท้ายสำหรับพวกคนรวยไปในที่สุด เรื่องราวค่อยๆ จัดวางส่วนประกอบบนจาน เพิ่มความสวยงามเพิ่มเติมเรื่อยๆ การรับงานตามหาเมนูอาหารในตำนานจาก หยาง ค่อยๆ เติมเต็มหนังเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

มันมีทั้งความซับซ้อน การหักมุมให้คาดคิดไม่ถึงในบางจุด การเล่าย้อนอดีตและปัจจุบัน ที่ประกอบกันแล้วก็ยังสามารถดูได้อย่างที่เข้าใจได้ง่าย มันดูได้เรื่อยๆ เรื่องราวน่าติดตามขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่ใช่มีแค่เรื่องการทำอาหารล้วนๆ จนน่าเบื่อไป และแน่นอนว่าด้านงานการทำอาหารคือจุดสำคัญของเรื่องนี้ แต่ละฉากมีความประณีตในการเล่ารายละเอียดการทำอาหารให้เราได้สัมผัสถึงความรู้สึกอยากลองอาหารแต่ละจานขึ้นมา พร้อมกับอ้างอิงประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดในอดีตและการอยู่ร่วมกันได้ของเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แม้หนังอาจจะดูเว่อไปบ้าง แต่เมื่อดูจบแล้วมันอิ่มเอมใจพร้อมกับเริ่มหิวไปด้วย

คะแนนภาพรวม 4.5/5

เขียนโดย Watcharit Jira

  อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จัดทำขึ้นเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของวงการภาพยนตร์เท่านั้น คอหนังดอทคอม @ Email : webkornang@gmail.com