รีวิว Mission: Impossible - Fallout มิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล – ฟอลล์เอาท์

การกลับมาอีกครั้งของหนังสายลับแอ็คชั่นโดยหนุ่มหน้าเดิมไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแม้จะผ่านมาหลายปีอย่าง ทอม ครูส จากซีรีย์ยอดฮิตสู่การขึ้นจอเงินที่ติดตามาตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้ เป็นหนึ่งในหนังสายลับที่ได้รับการยอมรับ มีแฟน ๆ คอยติดตามทั่วโลก

MISSION: IMPOSSIBLE – FALLOUT มิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล – ฟอลล์เอาท์ ซึ่งอีธาน ฮันท์ (ทอม ครูซ) และทีม IMF (อเล็ก บอลด์วิน, ไซม่อน เพ็กก์, วิง เรมส์) พร้อมด้วยพันธมิตร (รีเบ็คกา เฟอร์กูสัน และมิเชลล์ โมนาแฮน) ต้องกลับมาในปฏิบัติการที่ต้องแข่งกับเวลาหลังจากที่ภารกิจเกิดความผิดพลาด นอกเหนือจากนักแสดงทีมเดิมแล้ว ภาพยนตร์ยังได้ เฮนรี่ คาวิลล์, แองเจลา บาสเส็ตต์ และ วาเนสซา เคอร์บี้ มาร่วมงานด้วย คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่ ยังคงรับหน้าที่ผู้กำกับในภาคนี้เช่นเดิม

“Mission: Impossible: Ghost Protocol” เข้าฉายในปี 2011 ทำรายได้ไปเกือบ 700 ล้านเหรียญทั่วโลก ทำให้มันเป็นผลงานที่ทำรายได้สูงสุดในอาชีพนักแสดงของครูซ “Mission: Impossible: Rogue Nation” ภาคล่าสุดของแฟรนไชส์นี้ เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในฤดูร้อนที่ผ่านมา เมื่อรวมกันแล้ว แฟรนไชส์ "Mission: Impossible" ทำรายได้ไปเกือบสามพันล้านเหรียญทั่วโลกนับตั้งแต่ที่ครูซได้คิดไอเดียขึ้นมาสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้และเริ่มอำนวยการสร้างแฟรนไชส์เรื่องนี้ ที่เขารับบท ‘อีธาน ฮันท์’ สายลับในตำนาน เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง “American Made” ที่ทำให้เขาได้ร่วมงานกับดั๊ก ลีแมนอีกครั้งหนึ่งและ “The Mummy” ที่ยูนิเวอร์แซลนำภาพยนตร์สัตว์ประหลาดคลาสสิกมาสร้างใหม่

ถือเป็นหนึ่งในหนังแอ็คชั่น(คนน่าจะลืมเรื่องสายลับไป)ที่แฟนหนังทั่วโลกรอคอยมากที่สุด กับ Mission: Impossible – Fallout งานนี้กลับมาพร้อมกับการกลับมาบู๊เสี่ยงตายอีกครั้งของตัวพ่อขาวิ่ง ทอม ครูซ เล่นจริง แสดงจริง แสดงเอง ความเสี่ยงตายโหดหินของฉากแอ็คชั่นนี้หนักหนาจนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส กระโดดข้ามตึกกระดูกแตกจริง จนกองถ่ายต้องพักการถ่ายทำไปหลายเดือนแล้วต้องเร่งถ่ายทำต่อเพื่อให้หนังฉายทันต่อ ความทุ่มเทของทอม ครูซอัดแน่นอยู่ในหนัง แอ็คชั่นกันจนผู้ชมลุ้นระทึกกันตลอดเวลา

มันยังคงมีความเป็นหนังสายลับในสไตล์เดิม บรรยากาศตึงเครียดอยู่เสมอ หนังพยายามสับขาหลอกผู้ชมอยู่ตลอดเวลา พยายามที่จะทำให้รู้สึกว่าอะไรก็ไว้ใจใครไม่ได้ ไม่รู้ใครจะเอามีดแทงจากข้างหลังอยู่ตลอดเวลา คนที่เคยร่วมงาน คนที่เคยรู้จักกันอาจจะแทงเราเมื่อไหร่ก็ได้ คนใหม่ที่เพิ่งเจอกันจะไว้ใจได้หรือไม่ก็ไม่รู้ องค์กรที่ตัวเองทำงานจะดีดเราออกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หักหลังทรยศกันซ้ำแล้วซ้ำอีก

นอกจากนั้นบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าอะไรจริงหรืออะไรเป็นการแสดง แม้แต่กับตัวเอกของเรา ตรงนี้แหละที่ทำให้ผู้ชมทึ่ง อะไรก็ดูเนียนไปหมด สมจริง ไม่ได้เกินจริงไปนักหนา อยู่บนความเป็นไปได้ที่บางอย่างอาจจะดูเว่อไปนิดนึง (อย่างพวกเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ไกลจากปัจจุบันมากนัก) คอนเซปของเรื่องยังคงเดิม ภารกิจที่เขาจะต้องทำคืออะไรที่ เป็นไปไม่ได้ คือมันยากมากที่จะเป็นไปได้ เช่นเคย เรื่องราวเผชิญกับปัญหาซ้อนปัญหาอยู่ตลอดเวลา ปัญหาเก่ายังไม่เคลียร์ ปัญหาใหม่มาแทรกเสมอ ถึงตัวละครจะเก่งยังไงก็จะเจอโจทย์ที่ยากจะต้องรับมือทุกที

เรื่องราวเดินไวไม่ค่อยรอใคร ใครตามไม่ทันคือไม่ทันจริง ๆ ไม่ได้อืดอาด ไม่ได้คอยอธิบายสิ่งต่าง ๆ ในหนังมากมาย ถ้าคิดตามไม่ทันก็คือไม่ทันจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก แล้วก็จะมีเบรคด้วยแอ็คชั่นอยู่เสมอ แล้วก็แน่นอนว่าอีธานก็ยังคงเป็นตัวละครที่แบกหนังทั้งเรื่องตามเคย ตัวละครอื่น ๆ โผล่มาเป็นฝ่ายสนับสนุน แย่งซีนไปเบา ๆ บ้าง ทอม ครูซ เล่นจริงเจ็บจริง หน้าไม่เปลี่ยนแถมเพิ่มความบ้าระห่ำเข้าไปอีก ภาคนี้มันบีบเค้นมากขึ้นกว่าเดิมจริง ๆ

สิ่งนึงที่เพิ่มขึ้นคือความมัน ยกระดับแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นไปอีกด้วย มีดราม่าสอดแทรกเพิ่มเติม เพิ่มความปวดใจ เล่นกับอารมณ์ผู้ชมมากขึ้น หากป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร เมื่อถึงทางเลือกที่ต้องเลือกระหว่างชีวิตของคนที่คุณรัก กับชีวิตอีกนับล้านบนโลกใบนี้ หรือจะทำเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้อย่างการเลือกทุกอย่างเลย แต่ถ้าไม่สำเร็จคุณจะต้องสูญเสียทุกอย่างไปเลยเช่นกัน

เขียนโดย Watcharit Jira

  อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เรื่องราวอื่น ๆ
จัดทำขึ้นเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของวงการภาพยนตร์เท่านั้น คอหนังดอทคอม @ Email : webkornang@gmail.com