รีวิว Fast & Furious: Hobbs & Shaw เร็ว...แรงทะลุนรก ฮ็อบส์ & ชอว์

และแล้วมาก็มาถึงจุดที่เราพบการแตกไทม์ไลน์ของหนังซิ่งรถอย่าง Fast and Furious นี้ ใครจะไปคิดกันว่า Fast and Furious ที่ลากยาวมาขนาดนี้จะมีแตกย่อยหนังภาคแยกออกมา และการแตกออกมาครั้งนี้ก็เป็นการแตกไลน์ที่น่าทึงอย่างมาก มาพร้อมกับผู้กำกับ เดวิด ลีตช์ สายแอ็กชันอย่าง John Wick1, Deadpool2 และ Atomic Blonde

Fast and Furious : Hobbs & Shaw นับตั้งแต่ที่ ฮ็อบส์ เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายเจ้าของร่างล่ำบึ้ก (จอห์นสัน) ผู้จงรักภักดีต่อองค์กรหน่วยรักษาความปลอดภัยทางการทูตแห่งอเมริกาและชอว์ (สเตแธม) ชายนอกกฎหมาย อดีตเจ้าหน้าที่ทหารชั้นสูงของอังกฤษ ได้เผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรกใน Fast & Furious 7 ในปี 2015 ทั้งคู่ก็ได้ปะทะกันทั้งด้วยคารมและหมัดด้วยความมุ่งหมายที่จะโค่นอีกฝ่ายให้ได้

แต่เมื่อบริกซ์ตัน (ไอดริส เอลบา) ผู้ชื่นชอบในลัทธิอนาธิปไตย และได้รับการปรับแต่งทางพันธุกรรมให้มีความสามารถสูงขึ้น และมีอำนาจควบคุมภัยคุกคามร้ายกาจทางชีวะที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษยชาติไปตลอดกาล และมีชัยเหนือเจ้าหน้าที่เอ็มไอซิกส์ผู้ชาญฉลาดและปราศจากความกลัว (วาเนสซา เคอร์บี้จาก The Crown) ผู้บังเอิญเป็นน้องสาวของชอว์ ศัตรูคู่อาฆาตทั้งสองคนนี้ จึงจำเป็นต้องจับมือกันเพื่อโค่นล้มคนเพียงคนเดียวที่อาจจะร้ายกาจยิ่งกว่าพวกเขา

การแตกไลน์ครั้งนี้เหมือนเปิดตัวซุเปอร์ฮีโร่เลยก็ได้ กลายเป็นหนังแอ็คชั่นแถมสายลับเต็มตัวไปเลยก็ว่าได้ แต่ทว่าลำดับเรื่องมันแทบจะเดินตาม Mission Impossible มาเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่เหมือนธรรมดา ยังเล่นกัดจิกเขาอีกด้วยระหว่างทาง ไม่ใช่แค่กัด Mission Impossible เท่านั้น ยังมีหนังอีกน้อยใหญ่ที่โดนกัดไม่เลือกหน้า กลายเป็นแอ็คชั่นคอเมดี้ไซไฟไปเต็มรูปแบบ ลืมความซิ่งของ Fast and Furious ไปได้เลย มันคือหนังคนละเรื่อง

นอกจากเรื่องความฮาแล้วหนังก็เน้นไปที่แอ็คชั่น ที่มาพร้อมกับตัวร้ายอย่าง บริกซ์ตัน มนุษย์ดัดแปลงที่มันจะเกินจริงเกินไปแล้ว มาพร้อมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ และมอเตอไซค์ที่โม้เกินกว่าจะบรรยายว่าเป็นหนังรถซิ่งไปแล้ว ประหนึ่งว่าเป็นวายร้ายจากต่างดาวในหนังซุเปอร์ฮีโร่เลยก็ว่าได้ ทำเอาลืมเรื่องไวรัสที่สายลับสาวของเราฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วต้องรีบสกัดออกก่อนที่จะตายกันทั้งโลก ตั้งแต่ดูมาต้นเรื่องยันจบเรื่อง ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าไวรัสนี้มันจริงขนาดนั้นเลยเหรอ แถมสกัดออกมากันได้ง่าย ๆ มาก ประหนึ่งว่าเหมือนสูบเลือดมากรอกออกจากร่างกายได้ทั้งหมด มันเป็นหนังไซไฟต่างดาวแน่ ๆ เลย

ฉากแอ็คชั่นทุกอย่างเดิม ๆ มาก ๆ ไม่ว่าจะขับรถไล่ล่า ปล่อยมัดอัดศอก ขับรถลอดรถบรรทุก อะไรก็ตามที่ดูเหมือนจัดคิวมาปะทะกันเรียบร้อย ลงตัวไปหมด ไม่มีอะไรให้ลุ้นเลยก็ว่าได้ เอานักแสดงค่าตัวแพงสองคนที่เคมีไม่ได้เข้ากันนะ จริง ๆ มากัดกันในหนังให้ดูตลกไปเรื่อย ๆ จอห์นสัน ก็ใส่เต็มความเป็นเดอะร็อค พลังเหนือมนุษย์ไปเลย ส่วนเจสันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่มีความเป็นสายลับเพิ่มเข้ามาตั้งแต่เหมือนไหร่กัน เหมือนยำใหญ่ใส่ทุกอย่างที่คิดว่าอร่อยรวมกันจนเละไปหมด

ทั้งเรื่องยกให้แฮตตี้ที่รับบทโดย วาเนสซา เคอร์บี้ ซึ่งก็เพิ่งเล่น Mission Impossible Fall out ไปเร็ว ๆ นี้มาเล่นบทน่าสงสารของเรื่อง ที่ต้องเอาตัวรอด หลบหนี และหาทางสกัดไวรัสออก กับพี่บ้าและตำรวจเหนือมนุษย์ เป็นส่วนเดียวของหนังที่ทำให้ผู้ชมลุ้นเอาใจช่วย เห็นใจเธอไปตลอดเรื่อง ส่วนนักแสดงนำหนุ่มอีกสองคนนั้นไม่ได้ให้อารมณ์ร่วมแบบนั้นเลย เป็นสายฮา สายบวกไปเรื่อย

สรุปสั้น ๆ ได้ว่ามันคือหนังแอ็คชั่นคอเมดี้ไซไฟ ที่ลืมความเป็น Fast and Furious ไปเลยก็ได้ ก็ถือว่าเป็นหนังบันเทิงแหละ มั้ง เพราะเขาเล่นกัดจิก อัดความฮาทั้งนักแสดงที่ใส่มา ฉากอ้างอิง รูปแบบเนื้อเรื่อง ถามว่าสองชั่วโมงกว่าหากดูหนังเรื่องนี้แล้วบันเทิงมั้ย ตอบได้ว่าบันเทิงหากไม่คิดอะไรมาก แถมมีเครดิตที่พร้อมแตกไลน์จักวาลใหม่อีก กลายเป้นหนังซุเปอร์ฮีโร่กันไปเลย

 
 
 
 
 
คอหนังดอทคอม webkornang@gmail.com